แนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตเพื่อป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2
ในกลุ่มผู้มีภาวะก่อนเบาหวานวัยผู้ใหญ่: กรณีศึกษาเขตดุสิต
ความเป็นมาและความสำคัญ
- ผู้มีภาวะก่อนเบาหวาน (FBS 100–125 mg/dL) มีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร้อยละ 37 ภายใน 4 ปี
- ความชุกของภาวะก่อนเบาหวานในประเทศไทยเพิ่มจากร้อยละ 10.7 เป็น 15.6
- บริบทเมืองทำให้มีโอกาสเลือกอาหารหวาน แป้งสูง และอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น รวมทั้งมีเวลาจำกัดในการดูแลตนเอง
- การปรับพฤติกรรมด้านอาหาร การออกกำลังกาย และการติดตามตนเอง ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานได้ถึงร้อยละ 58
- ใช้แนวคิด “ปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรม” ได้แก่ ความสามารถ โอกาส และแรงจูงใจ (COM-B) ในการพัฒนาแนวทาง
วัตถุประสงค์การวิจัย
ศึกษาอุปสรรคและสิ่งสนับสนุนในการปรับพฤติกรรมของผู้มีภาวะก่อนเบาหวาน
วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ ความสามารถ โอกาส และแรงจูงใจ
ประเมินผลของโปรแกรมต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ระดับน้ำตาล และน้ำหนักตัว
ระเบียบวิธีวิจัย
- สัมภาษณ์เชิงลึก
- n = 25 คน
- อายุ 35–59 ปี
- วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
- n = 790 คน
- อายุเฉลี่ย 38.5 ปี · หญิง 61%
- เปรียบเทียบ 3 กลุ่ม (พบหน้า / ออนไลน์ / ควบคุม)
- กลุ่มละ 50 คน
- ติดตามผลหลังการทดลองและระยะติดตาม
กลไกการเปลี่ยนพฤติกรรมตามรูปแบบ Dusit Model
ความสามารถ
เช่น ความรู้ ทักษะ และความพร้อมในการปฏิบัติโอกาส
สิ่งแวดล้อมและการสนับสนุนจากคนรอบข้างแรงจูงใจ
แรงผลักภายในและความตั้งใจในการปรับพฤติกรรมพฤติกรรมสุขภาพ
วิธีการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม
- การให้ความรู้
- การฝึกทักษะ
- การเสริมศักยภาพและลดอุปสรรค
- การสื่อสารเพื่อกระตุ้นแรงจูงใจ
- การปรับสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อสุขภาพ
- การจัดบริการและการติดตามต่อเนื่อง
พฤติกรรมเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้น
- ลดเครื่องดื่มหวาน
- ลดแป้งขัดสีและอาหารที่ทำให้น้ำตาลสูงเร็ว
- เพิ่มผักและเลือกอาหารที่ทำให้น้ำตาลขึ้นช้า
- อ่านฉลากอาหารก่อนเลือกซื้อ
- วางแผนมื้ออาหารและควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ
- ติดตามพฤติกรรมตนเองอย่างต่อเนื่อง
ผลการวิจัยสำคัญ
- รู้ว่าเสี่ยง แต่ยังไม่รู้สึกเร่งด่วนพอที่จะปรับพฤติกรรม
- พยายามลดหวานและออกกำลังกาย แต่ทำได้ไม่ต่อเนื่อง
- ครอบครัว เพื่อน และคนรอบข้าง มีผลต่อการตัดสินใจปรับพฤติกรรม
- การมีเป้าหมายส่วนตัวช่วยให้มีกำลังใจในการดูแลตนเอง
| ปัจจัย | β | ระดับ |
|---|---|---|
| โอกาสทางสังคม (O2) | 0.53 | สูงสุด |
| ความสามารถทางจิตวิทยา (C1) | 0.47 | สูง |
| ความสามารถทางกายภาพ (C2) | 0.42 | สูง |
| แรงจูงใจอัตโนมัติ (M2) | 0.27 | ปานกลาง |
| โอกาสทางกายภาพ (O1) | 0.15 | ต่ำ |
| แรงจูงใจเชิงไตร่ตรอง (M1) | 0.09 | ต่ำ |
R² = 0.77 (โมเดลอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 77)
Model Fit: χ² = 0.32, p = .570; RMSEA = 0.000; CFI = 1.00
| ช่วงเวลา | พบหน้า (n=50) | ออนไลน์ (n=50) | ควบคุม (n=50) |
|---|---|---|---|
| ก่อนทดลอง | 26.16 (4.71) | 26.36 (4.82) | 25.94 (4.55) |
| หลังทดลอง | 35.58 (3.64) ▲ | 35.14 (3.21) ▲ | 29.02 (4.86) ▼ |
| ระยะติดตามผล | 35.76 (3.77) ▲ | 34.54 (3.02) ▲ | 28.26 (4.36) ▼ |
โปรแกรมประกอบด้วยการให้ความรู้ ฝึกเลือกอาหาร วางแผนมื้ออาหาร ควบคุมปริมาณอาหาร และติดตามพฤติกรรมต่อเนื่อง ส่งผลให้กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมทั้งแบบพบหน้าและแบบออนไลน์ มีพฤติกรรมการเลือกอาหารที่ดีขึ้น และยังคงผลในระยะติดตาม
สรุปและอภิปรายผล
- การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องเสริมทักษะและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการปฏิบัติจริง
- การสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และทีมสุขภาพ ช่วยให้ผู้มีภาวะก่อนเบาหวานปรับพฤติกรรมได้ดีขึ้น
- โปรแกรมแบบพบหน้าและแบบออนไลน์สามารถนำไปใช้ได้ทั้งสองรูปแบบ
- การติดตามต่อเนื่องช่วยให้พฤติกรรมสุขภาพคงอยู่ได้นานขึ้น
ข้อเสนอเพื่อการนำไปใช้ในระบบบริการสุขภาพและชุมชน
แนวทางการปรับพฤติกรรมการกินสำหรับผู้มีภาวะก่อนเบาหวาน
คู่มือการให้คำปรึกษาแบบสั้นสำหรับพยาบาล อสม. และหน่วยบริการปฐมภูมิ
แนวทางจัดสิ่งแวดล้อมอาหารสุขภาพในชุมชนและสถานประกอบการ
ระบบติดตามพฤติกรรมผ่าน LINE หรือช่องทางดิจิทัล
เส้นทางบริการป้องกันโรคเบาหวานในระดับปฐมภูมิ
เอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการดูแลสุขภาพเมืองและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
ควรเน้นการเพิ่มความรู้และทักษะ การสนับสนุนจากคนรอบข้าง การจัดสิ่งแวดล้อมอาหารที่เหมาะสม และการติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง